ก็เหมือนกับคดีรองเต่ากับโทนบางแคเงี้ย รองเต่าไปให้สัมภาษณ์ว่าไอ้พวกโจรกระจอก ไอ้คนตัวลายเชื่อถือไม่ได้นะไอ้พวกนี้นี่ เอ่อรุมกันไปหลอกมาดามเก่งไอ้พวกนี้นี่ ใครอย่าไปซื้อขายกับมันนะเดี๋ยวมันจะโดน คดีช่อองค์โดนคดีฟอกเงินใครไปซื้อขายกับ มันจะโดนรับของโจรลองเต่าไปพูดอย่างงี้ นะครับนะโทนบางแคซึ่งเโดนด่าเป็นพวกโจร กระจอกหลอกลวงประชาชนนะครับนะขายพระปลอม อะไรต่างๆเนี่ยแล้วใครซื้อขายก็อาจจะโดน รับของโจรเค้าก็เสียหายเค้าก็เลยต้องไป ร้องนายกส่วนรองเต่าทำไมพูดอย่างงั้นก็ ต้องไปถามท่านดูท่านอาจจะมีพยานหลักฐาน มั้งมีพยานหลักฐานท่านอาจจะเตือนภัยหรือ
เปล่าก็แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคนนะแต่โดย หลักแล้วเนี่ยตำรวจเต้องเป็นกลางเวลาจะ ให้สัมภาษณ์เนี่ยต้องเป็นกลางไม่ว่าคดี โทนบางแคหรือว่าคดีรถไฟต้องเป็นกลางนะ ตำรวจไม่มีหน้าที่ไปชี้ใครผิดใครถูกตำรวจ ไม่ใช่ศาลตำรวจคือคนกลางที่รวบรวมพยาน หลักฐานแล้วก็ตำรวจมีหน้าที่อยู่ 2 อย่าง นะครับอ่าถ้าใครถ้าใครดูกฎหมายนะวิธีวินา ความอาญาเนี่ยเปิดมาตรา 131 ถ้าผมจำไม่ ผิดนะขออนุญาตนะนะ เดี๋ยวเปิดให้ดูนะครับเนี่ย 131 วิทยา ตำรวจมีหน้าที่อยู่ 2 อย่างคือ 1 พิสูจน์ ความผิดและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ ต้องหาคือต้องเป็นกลางสมัยก่อนน่ะตำรวจ
มุ่งมุ่งพิสูจน์ความผิดพอเแก้กฎหมายแล้ว ในปีอ่า 57 เ 47 57 ปีแล้วความคิดตำรวจ ก็ยังเหมือนเดิมคือมุ่งเอาผิดอย่างเดียว นะครับเนี่ยยังมีตำรวจบางคนบางท่านนี่ มุ่งเอาผิดเวลารับแจ้งความเนี่ยก็เชื่อ ผู้เสียหายอย่างเดียวเพราะฟังความข้าง เดียวฟังจากใครจากผู้เสียหายไหนก็เหมือน อย่างสอบสวนกลางเนี่ยก็ไปฟังใครมาดามเก่ง แต่ไม่ฟังไอ้โทนบางแคก็มันเลยโกรธไงไม่ ฟังกูบ้างเลยกูก็เลยต้องไปร้องนายกเนี่ย เพราะเนี่ยกฎหมายเแก้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เนี่ยปี 47 57 67 68 69 ก็เท่าไหร่ อ่ะ 22 ปีนะอ่ะมาแล้วไอ้พวกอะไรเเค้า เรียกอะไรแฟนพันแท้มาอีกแล้วนะครับเพราะ
ฉะนั้นตำรวจเนี่ยเวลาให้สัมภาษณ์เนี่ยก็ ฟังแต่ผู้เสียหายมาดามอ้อยไปแจ้งความก็ ฟังมาดามอ้อยแต่ไม่ได้ฟังไอ้ตั้ตั้มนะไอ้ ตั้มก็เลยกลายเป็นฉ่อโกงปกติธุระหรือช่อ โกงเป็นสันดานไปเลยเพื่อนผมเนี่ยนะครับนะ กลายเป็นช่อโกงไปอะไรต่างๆนะเป็นฟอกเงิน มันก็เลยคือตำรวจยุคนี้บางคนบางท่านเวลา ให้สัมภาษณ์มุ่งเอาผิดอย่างเดียวบางคนบาง ท่านผมไม่ได้บอกว่าใครอืมเข้าใจนะอันนี้ คือให้ความรู้เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นผู้ ต้องหาเนี่ยโอ้โหตำรวจให้สัมภาษณ์พยาน หลักฐานมัดแน่นเส้นเงินบ้างคือการเอ่อ เอ่อเกินให้สัมภาษณ์ลักษณะแบบเนี้ยมัน เหมือนการมุ่งมาเอาผิดเพราะฉะนั้นระบบการ
ให้สัมภาษณ์ของตำรวจควรจะเปลี่ยนไปนะไม่ ควรให้สัมภาษณ์ทำตัวเป็นศาลนะครับเพราะ ว่ามันไม่ใช่หน้าที่ท่านหน้าที่ท่านตำรวจ เนี่ยพนักงานพนักงานสอบสวนเนี่ยกฎหมาย เขียนไว้มีหน้าที่ รวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่สามารถจะทำได้นะ ครับเพื่อจะได้พิสูจน์ความผิดหรือความ บริสุทธิ์ไม่ใช่หน้าที่ชี้ผิดชี้ถูกนะรวบ รวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ไม่ใช่หน้าที่ ชี้ถูกชี้ผิดเพราะตำรวจไม่ใช่ศาลอันนี้ก็ ฝากไว้เนี่ยบางคนยังไม่รู้นะติดตามรายการ อาจารย์มานาน นะหลายคดีเนี่ยอ้าพรรคพึกฤทธิ์เนี่ยนะ เนี่ยก็บอกนี่มีหลักฐานเนี่ยเอาเงินวัดไป จ่ายโบนัสได้ยังไงนะครับพระเป็นเจ้า พนักงานอะไรต่างๆเนี่ยอันนี้คือการยักยอก
157 อะไรเงี้ยนะเวลาให้สัมภาษณ์ก็ต้อง ระวังขนาดศาลนะครับเวลาเราไปไปฟ้องศาลคดี หมิ่นประมาทผมเป็นโจทย์น่ะฟ้องเมีคนมา หมิ่นประมาทผมหาว่าไปกลั่นแกล้งเค้าไปดึง คดีไปอะไรต่างๆผมฟ้องศาลนะเหาว่าผมเนี่ย ไปไปฟ้องเค้าว่าฉ่อโกง 150 ล้านแล้วก็ไป ดึงคดีประวินคดี 2 ปีนะซึ่งผมไม่เคยเป็น ทนายในคดีนั้นเลยแต่มากล่าวหาผมก็ฟ้องไป คดีหมีมูลแล้วเดี๋ยวอีก 2-3 ทั้งวันเนี่ย สืบพยานแล้วครับผิดถูกเดี๋ก็รู้เวลาศาล สั่งประทับรับฟ้องเ้าบอกพยานหลักฐานที่ โจทย์นำสืบมานะน่าเชื่อว่าน่าเชื่อว่าอาจ ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายก็ประทับ รับฟ้องไว้ก่อนแค่น่าเชื่อว่าเพราะฉะนั้น
เวลาตำรวจให้สัมภาษณ์อย่าไปบอกว่าคนนั้น ผิดคนนี้ถูกคนนั้นต่างๆนะครับตำรวจไม่ใช่ ศาลอันนี้ฝากไว้ฝากเพื่อนๆตำรวจบางคนบาง ท่านที่ชอบให้สัมภาษณ์นี้นะครับพระ คึกฤทธิ์มีโอกาสผิดมั้ยไม่มีใครตอบได้ก็ แล้วแต่ศาลเค้ากล่าวหาว่าพระคึกฤทธิ์นะ ครับเอายักยอกเงินวัดนะครับเป็นเจ้าอาวาส นะครับพระคฤทธก็ต้องไปจ้างทนายมาแล้วก็ ต้องไปสู้ว่า 1 ไม่ไม่ใช่เจ้าพนักงาน 2 นะครับเอาเงินไปให้ให้เอ่อคนงานนะเป็น เรื่องปกติไม่ได้ไม่ได้ทุจริตก็ไปสู้กัน ไปนะเนี่ยมีคนถามว่าพรรคคึกฤทธิ์จะรอดไม่ มีใครตอบได้หรอกนะครับนักกฎหมายทนายความ อย่าอวดเก่งนะเห็นเถียงกันไปเถียงกันมานะ
ครับนะครับด่ากันไปด่ากันมามึงด่ากูกูก็ ด่ามึงนะเป็นเอ่อเป็นอะไรนะเป็นเจ้า พนักงานหรือไม่ต่างคนต่างก็อวดเก่งกัน ทั้งนั้นน่ะนะครับ นะฮะคนที่จะตัดสินว่าพระคึกฤทธิ์ผิดหรือ ไม่คือศาลไม่ใช่พวกพวกเอ็งพวกนักกฎหมาย ทนายความทั้งหลายทั้งคู่เสียหายทั้งผู้หา โอ้โหโต้กันไปโต้กันมาเก่งกันเหลือเกิน บางคนก็อ้างตัวบทบางคนก็อ้างฎีกาบางคน อ้างแล้วไม่พออ้างอ้างคนเขียนตำรา ด้วยดูเวลาขึ้นศาลนะศาลก็ไม่ฟังหรอกนะ ปรมาจารย์ด้านกฎหมายอะไรเขียนธำรงตำราก็ ไม่ฟังหรอกครับเพราะฉะนั้นตำราติดตามข้อ มูลข่าวสารศาลก็ฟังเฉพาะพยานหลักฐานก็ไม่
สนใจหรอกตำรา เ่อผู้เชี่ยวชาญนะครับอะไรนะปรมาจารย์เลย ศาลก็ไม่สนใจครับเวลาศาลก็พิจารณาพญาหลัก ฐานน่ะก็พิจารณาจากพญาหลักฐานในสำนวนไปดู วิแพ่งมาตรา 84 เดี๋อาจารย์เดเปิดให้ดู นี่เล่มนี้วิธีการวิศ นะ ฟังจากพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้นมาตรา 84 เดี๋ยวเปิดกัน อืม นะครับเนี่ยในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จ จริงเนี่ยนะครับว่าข้อเท็จจริงใดเป็นจริง หรือเป็นเท็จอะไรเนี่ยศาลอาศัยพญานหลัก ฐานในสำนวนเท่านั้นนะครับนะวิแพ่งมาตรา 84 ศาลไม่สนใจหรอกโอ้โหคนนี้จบเนได้ที่ 1 นะ เอ่อคนนี้เป็นปรมาจารย์ด้านกฎ อะไรที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเนี่ยผู้เชี่ยว ชาญไม่ต้องมาสอนศาลศาลมีความรู้ดีถ้าศาล
ไม่มีความรู้จะเป็นผู้พากษาได้ไงเพราะ ฉะนั้นเวลาสู้คดีกันในศาลเดูแต่พยานหลัก ฐานไม่ได้ดูความเห็น นะครับเพราะฉะนั้นเราเราดูทีวีเนี่ยดู อะไรทนายนักกฎหมายโต้กันไปโต้กันมาเนี่ย อ่ากูเก่งกว่ามึงมึงเก่งกว่ากูนะบางคนก็ เป็นไงเถียงสู้เ้าไม่ได้ก็โอ๊ยไอ้พวกทนาย โซเชียลไม่มีความรู้เออนะครับเนี่ยโพสต์ ประจำไอ้ทนายโซเชียลไม่มีความแต่ปรากฏว่า มึงโพสต์ทุกวันเลยด่าทนายโซเชียลแล้วมึง เรียกว่ามึงทนายโซเชียลหรือทนายอะไรความ เห็นทางกฎหมายไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อย่างตอนเนี้ยก็มีงานทัวร์ลงนักกฎหมาย นะครับกรณีที่ว่ามีการอมนกเขาจากอาจารย์
ชื่อดังที่จังหวัดลำพูนน่ะนะครับบางคนก็ บอกกระทำชำเเราไม่ใช่ข่มขืนคนก็ออกมาด่า ทนายกันบานเลยครับนะครับว่าไม่มีมโนธรรม อะไรบ้างคือความจริงแล้วเนี่ยภาษาชาวบ้าน เนี่ยกรณีการอมนกเขาเนี่ยเขาจำยอมเนี่ย มันคือการข่มขืนภาษาชาวบ้านนะแต่ภาษากฎ หมายก็คือกระทำจำเราแค่นั้นนจริงๆมันก็ คือความหมายเดียวกันน่ะพอนักกฎหมายคนไหน ออกมาพูดอะไรแปลกๆหน่อยก็กลัวลงอ่ะนะแล้ว ทนายแต่ละคนนักกฎหมายแต่ละคนก็อวดรู้กัน เหลือเกินนะครับก็แสดงความคิดเห็นไปไม่ ผิดเพราะนักกฎหมายไม่จำเป็นต้องพูดเหมือน กันไอ้แต่ประเภทที่ว่าโอ้โหกูเก่งกว่าไอ้ ไอ้ทนายคนนั้นสู้กูไม่ได้บางคนก็อาชีพ
เดียวกันก็เรียกเป็นทะแนะเหยียดหยามเ้าเ เพราะอะไรเพราะอะไรเถียงสู้เค้าไม่ได้ก็ ไปด่าเค้าเป็นทแนะก็มีหรือด่าเค้าเป็น ทนายโซเชียลก็มีนะแต่ตัวเองโพสต์ทุกวัน เ่ะอย่างงั้นเรียกว่าทนายอะไรทนายโซเชียล มั้ยคือทนายความมันก็ทนายความไม่ว่าจะ โซเชียลไม่โซเชียลเพราะทุกคนเดี๋ยวนี้มัน ก็อยู่บนโซเชียลหมดอันนี้ผมเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเวลาแสดงความคิดเห็นเราไม่ ต้องไปบอกเราทนายคนนั้นผิดนักกฎหมายคนนี้ เอ่อผิดอย่าไปอวดเก่งครับนะครับเพราะคน เก่งที่สุดคือศาลไม่ใช่ไม่ใช่พวกมึงนะ ครับเต็มไปหมดนะดูในโซเชียลอ่ะนะนะด่าด่า ทนายโซเชียลแต่ไอ้คนด่านี่โพสต์ทุกวันนะ
แล้วเรียกว่าทนายโซเชียลหรือเปล่าล่ะนะ แล้วก็ไปด่าทนายด้วยกันเป็นทะแนะก็มีแล้ว ก็บางคนก็เอาเรื่องอ่าของทนายความบางคนไป แซะไปด่าไปอะไรก็เยอะแยะเต็มไปหมดเลย เนี่ยเต็มเลยโพสต์แซะทนายคนนั้นไม่เก่ง สู้ตัวเองไม่ได้ปูแน่ป่าอะไรต่างๆนะไอ้ แบบนี้ถ้าถามผมนะผมเรียกว่ากระจอกเราอยาก จะแสดงความคิดเห็นแล้วก็แสดงไปนะครับเรา อย่าไปวิจารณ์ความเห็นคนอื่นเหมือนผม เนี่ยพอใครเบอกกระทำชำเรากับข่มขืนเนี่ย ท่านคิดยังไงก็ความคิดของผมนะผมมองว่า ความหมายเดียวกันนะครับเนี่ยที่เรื่องอม นกเขาเนี่ยนะครับมันก็คือการข่มขืนเพราะ เค้าเค้าไม่ได้เต็มใจเค้าจำยอมเพราะ
ฉะนั้นมันก็คือการข่มขืนภาษาชาวบ้าน เหมือนประมาทร่วมกับกับอะไรนะต่างคนต่าง ประมาทภาษาชาวบ้านก็ประมาทร่วมนักกฎหมาย บางคนบอกนะเอ่อเอ่อเอ่อเอ่อประมาทร่วม เอ่อเป็นคำพูดที่ไม่ถูกต้องนะครับมันก็ ไม่มีในตำราไม่มีในกฎหมายเ้าคูว่ากันไป แต่ในโลกความจริงอ่ะเวลาไปโรงพักตำรวจก็ บอกประมาทร่วมมึงก็ประมาทกูก็ประมาทก็ว่า กันไปต่างคนต่างประมาทแต่เวลาเอ่อในศาลก็ ต่างคนต่างประมาทแต่ชาวบ้านเประมาทร่วมก็ ประมาทร่วมก็ตามนั้นแหละนะครับมันเป็น ภาษาง่ายๆอมนกเขาถ้าเค้าสมัครใจมันจะมี ความผิดศาลจะออกหมายจับมันคือการข่มขืน ภาษาเจ้านะเพราะฉะนั้นบางคนเป็นทนายไป
นั่งเถียงกับโซเชียลมันไม่เกิดประโยชน์ หรอกโดนด่าเปล่าวัวลงเปล่าๆไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่ได้แถมโดนด่าขัดใจโซเชียลไม่ได้ หรอกโซเชียลเไปทางไหนกับทางนั้นน่ะพอ แทงสวนเข้ามาก็งานเข้าผมน่ะโดนงานเข้ามา เยอะผมรู้ดีนะผมเลยอยู่เป็นเย็นพอรอได้ อยู่เป็นเย็นพอรอได้เนี่ยเรามีช่องของเรา เองอ่ะทนายคายทุกข์เนี่ยผมเป็นหนึ่งในแอป แอดมินเพจมี 3 คนเราก็มีช่องของเราเราจะแ ปากจะพูดจะแสดงความคิดเห็นอะไรเต็มที่ใคร ชอบเรา
