[ความจริงที่ถูกลบ] ทำไม “รัฐฉาน” ไม่ได้เป็นของไทย? เปิดเอกสารลับปี 1947 ที่เปลี่ยนแผนที่ชาติ!

ผมอยากชวนให้คุณลองลึกดูสิครับในเช้าที่ เร่งรีบของกรุงเทพมหานคร หรือในร้านอาหารยามเย็นที่เชียงใหม่ เราเคยสังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่ทำงาน หนักอยู่รอบตัวเรามั้ครับ พวกเขาอาจจะเป็นคนยกของในตลาดเป็นพนักงาน เสิร์ฟที่ยิ้มแย้ม หรือเป็นช่างก่อสร้างที่อยู่บนนั่งร้าน สูงเฉียดฟ้า พวกเขาพูดภาษาที่ฟังดูคล้ายเราอย่างน่า ประหลาดใจไหว้สวยเหมือนเราและศรัทธาในพระ พุทธศาสนายังแรงกล้าไม่ต่างจากเรา แต่เราเคยสงสัยมั้ครับว่าทำไมในกระเป๋า ของพวกเขาถึงไม่มีบัตรประชาชนไทยทำไมบ้าน เกิดที่พวกเขาจากมาถึงกลายเป็นสมรภูมิที่ เสียงปืนไม่เคยเงียบหายมานานกว่า 70 ปี

เราคนไทยเรียกพวกเขาว่าแรงงานต่างด้าว บ้างคนไทยใหญ่บ้างแต่ความจริงที่น่าตกใจ ยิ่งกว่านั้นก็คือพวกเขาคือพี่น้องที่มี รากเหง้าทั้งชาติภันธุ์และภาษาใกล้ชิดกับ เรามากที่สุด มากกว่าเพื่อนบ้านไหนในอาเซียน เรียกได้ว่าพูดคุยกันเข้าใจได้แทบไม่ต้อง แปล นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคนอพยพ แต่นี่คือเรื่องราวของพี่น้องที่ถูกเส้น แบ่งพรหมแดนและการเมืองโลกฉีกเราออกจาก กัน วันนี้ผมจะชวนคุณย้อนเวลากลับไปสำรวจรอย ราวที่ถูกลืมรอยร้าวที่เริ่มต้นจากความ หวังแต่จบลงด้วยหยดน้ำปลาของคนล้านในรัฐ ฉานดินแดนแห่งนี้เกือบจะได้เป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศไทยไปแล้วครับแต่ใครหรืออะไรกัน แน่ที่ทำให้โชคชะตาของเราเดินไปคนละทาง

และคำตอบนั้นอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่เรา เรียกว่าพี่ใหญ่และน้องเล็กที่เราไม่เคย รู้มาก่อน คำว่าไทยนะครับไม่ได้เป็นแค่ชื่อเรียกชน ชาติแต่มันคือจิตวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ใน ภูมิภาคนี้มานานนับพันปีครับถ้าเราย้อน เข็มนาฬิกากลับไปในอดีตบรรพบุรุษของเรา อพยพลงมาจากตอนใต้ของจีนกระจัดกระจายไป ตามลุ่มน้ำต่าง แต่มี 2 กลุ่มใหญ่ที่ประวัติศาสตร์จารึก ไว้ด้วยความผูกพันที่พิเศษที่สุดกลุ่มแรก ปักหลักอยู่ที่ลุ่มน้ำสารวินและพื้นที่ สูงในหุบเขาพวกเขาเรียกตัวเองว่าไตหรือ ที่คนไทยภาคกลางเรียกว่าไทยใหญ่คำว่าใหญ่ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงขนาดร่างกายนะครับ แต่หมายถึงผู้มาก่อนหรือพี่คนโตผู้รักษา

ขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียว แน่นที่สุดส่วนกลุ่มที่ 2 เดินทางลงมาทาง ใต้สู่ลุ่งน้ำเจ้าพระยาซึ่งก็คือพวกเรา ชาวไทยนั่นเองในอดีตพี่น้องไทยใหญ่จะ เรียกพวกเราว่าไทยน้อยหรือน้องคนเล็กที่ แยกตัวออกมาสร้างอาณาจักรใหม่ที่รุ่งโรจน ทางตอนใต้ผมอยากให้คุณลองหลับตาแล้วฟัง เสียงเรียกขานดูสิครับ >> ภาษาไทยใหญ่กับภาษาไทยถิ่นเหนือคำเมืองมี ความคล้ายคลึงกันจนน่าตกใจถ้าคุณพูดว่า กินข้าวไปไหนหรือนับเลข 1 2 3 พี่น้อง ชาวไตใหญ่ในรัฐฉานก็เข้าใจคุณได้ทันทีโดย ไม่ต้องมีล่าม เราไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านที่มีพรหมแดนติด กันนะครับแต่เราคือหน่อเนื้อเชื้อไข่ เดียวกันที่ถูกหล่อหลอมด้วยพระพุทธศาสนา

และวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมเหมือนกันเปี๊ยบ ในยุคที่ยังไม่มีเส้นพรมแดนแบบตะวันตก กษัตริย์ในลุ่มน้ำเจ้าพระยากับบรรดาเจ้า ฟ้าหรือซาวฟาสในรัฐฉานต่างก็มีการเจริญ สัมพันธไมตรีมีการส่งเครื่องราชบรรณการ และมีการอภิเษกราชสมรสเชื่อมสัมพันธ์กัน อยู่ตลอดเวลา ความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาและ สุโขทัยส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลและแรง สนับสนุนจากพี่น้องไทยใหญ่เหล่านี้ครับ แต่คำถามที่น่าเจ็บปวดสำหรับผมก็คือใน เมื่อเราเริ่มต้นมาจากจุดเดียวกันมี วัฒนธรรมที่งดงามและเข้มแข็งเหมือนกัน แล้วจุดเปลี่ยนที่ทำให้พี่คนโตต้องเผชิญ กับวิบากกรรมทางการเมืองที่โหดร้ายในขณะ ที่น้องคนเล็กเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจใน

ภูมิภาค โศกนาฏกรรมนี้ไม่ได้เริ่มจากปืนครับแต่ มันเริ่มจากการมาถึงของคนแปลกหน้าจากอีก ซีกโลกหนึ่ง ผมอยากให้คุณลองจินตนาการดูนะครับในพื้น ที่กว้างใหญ่กว่า 150 ตรากิมนี้ถูกแบ่งออกเป็นรัฐน้อยใหญ่นับ 34 รัฐแต่ละรัฐมีหอคำหรือพระราชวังไม้อันงด งามเป็นศูนย์กลางมีระบบการปกครองมีกฎหมาย และมีกองกำลังของตนเองเมืองอย่างเชียงตุง ในเวลานั้นรุ่งโรจนไม่แพ้เชียงใหม่เลย ครับเป็นศูนย์กลางการค้าขายระหว่างจีน พม่าและสยามสินค้าล้ำค่าอย่างอัญญมณีพลอย แดงจากโม้ก๊กเนินเงินบริสุทธิ์และไม้สัก ทองถูกส่งออกไปทั่วโลกผ่านเส้นทางสายไหม ผู้คนในรัฐฉานอยู่อย่างสงบสุขผ่านใต้ร่ม

เงาของพุทธศาสนาและประเพณีที่เข้มแข็งพวก เขาผลิตข้าวปลาอาหารได้เหลือเฟือจนรัฉาน ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค แถบนี้ผมเชื่อครับว่าหากกงล้อ ประวัติศาสตร์ไม่พลิกผันวันนี้เมืองอย่าง เชียงตุง ตองจีหรือสป้ออาจจะเป็นเมืองท่องเที่ยว ระดับโลกที่มีเสน่ห์พอๆกับหลวงพระบางหรือ อาจจะเจริญรุ่งเรืองเหมือนภูเก็ตไปแล้วก็ ได้ความรุ่งเรืองนี้ไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากความสามารถในการบริหารจัดการของ เหล่าเจ้าฟ้าที่ดูแลราษฎรเหมือนลูกหลาน แต่ว่าท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นที่สาดส่อง ลงบนยอดดอยเมฆหมอกสีดำมืดจากซีกโลกตะวัน

ตกกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมมหาอำนาจ ที่มีชื่อว่าจักรวรรดิอังกฤษกำลังมองตา เป็น มันมาที่ทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของรัฐ ฉานและนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทเรียนราคา แพงที่พี่น้องชาวไตของเราต้องเริ่มเรียน รู้การเดินตามเข็มทิศของผู้อื่น เรามาดูกันว่าอังกฤษเข้ามาทำอะไรและพวก เขาแบ่งแยกและปกครองพี่น้องของเราอย่างไร เมื่อเสี่ยงฝีเท้าของทหารอังกฤษย่างกาย เข้ามาในดินแดนลุ่มน้ำสารวินช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 โลกใบเดิมของเหล่าเจ้าฟ้าก็พังทลายลงใน ทันทีครับ อังกฤษไม่ได้มาเพื่อทำลายแต่มาเพื่อจัด การในแบบที่พวกเขาต้องการ พวกเขาใช้นโยบายที่โลกหวาดกลัวนั่นคือ แบ่งแยกแล้วปกครอง

ในขณะที่พม่าตอนกลางถูกปกครองแบบเมือง ขึ้นโดยตรงแต่สำหรับรัฉานอังกฤษเลือกที่ จะคงอำนาจของเหล่าเจ้าฟ้าเอาไว้ภายใต้การ คุ้มครองของจักรวรรดิ พวกเขาแยกรัฉานออกจากพม่าแท้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบริหารและกฎหมาย อังกฤษดูเหมือนจะให้เกียรติพี่น้องชาวไต แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือการขีดเส้น แบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ชาติภันธุ์ของเราให้ห่างออกจากกันไป เรื่อยๆ และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับผมคือการ ขีดเส้นเขตแดนครับ บนโต๊ะไม้หรูหราในลอนดอนนักแผนที่ชาว ตะวันตกใช้ไม้บรรทัดลากเส้นผ่านหุนเขาและ ลำน้ำโดยที่พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าเส้น

เหล่านั้นลากทับลงบนหัวใจและไร่นาของ ครอบครัวเดียวกัน พี่น้องชาวไตถูกแยกฝั่งฝั่งหนึ่งกลายเป็น ส่วนหนึ่งของอาณานิคมอังกฤษอีกฝั่งยังคง อยู่ในเขตอิทธิพลของสยาม นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา คน 2 ฝั่งโขงและ 2 ฝั่งสารวินที่เราเห็น กันอยู่ทุกวันนี้ครับ ผมอยากชวนให้คุณลองมองดูความวุ่นวายที่ ชายแดนแม่สายหรือท่าขี้เหล็กในทุกวันนี้ สิครับ ความสับสนเรื่องสัญชาติการลักลอบข้ามแดน และค่ายผู้อพยพ ทั้งหมดนี้คือมรดกบาปที่ถูกทิ้งไว้จากหยด หมึกของเจ้าอาณานิคมเมื่อ 100 กว่าปีก่อน รัฐฉานถูกแช่แข็งไว้ในสถานะรัฐในอารักขา ที่ดูเหมือนจะสงบแต่ข้างใต้กลับเต็มไป ด้วยคลื่นใต้น้ำที่รอวันปทุ

แต่แล้วพายุลูกใหญ่กว่าเดิมก็พัดมาจากทาง ทิศตะวันออกเมื่อกองทัพญี่ปุ่นประกาศ สงครามมหาเชียบูรพา และในความวุ่นวายนั้นเองพวกเราในฐานะน้อง เล็กอย่างประเทศไทยก็ได้ตัดสินใจก้าวเท้า เข้ามาในรัฐฉานอีกครั้งในฐานะผู้ปลดปล่อย หรือผู้ครอบครองกันแน่ ปี 1942 ท่ามกลางเปลวไฟของสงคราม มหาเอเชียบูรพัป่าประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง ที่ถูกลืมเลือนไปของไทยได้เริ่มต้นขึ้น แล้วครับ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกยึดเอเชียอังกฤษ ต้องถอยร่นออกไปและในช่วงเวลานั้นเอง รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพลปพิบูลย์ สงครามได้ตัดสินใจครั้งใหญ่นั่นคือการส่ง กองทัพพายับมุ่งหน้าสู่รัชฉาน

เป้าหมายคืออะไรไม่ใช่เพื่อการทำร้ายแต่ เพื่อสร้างมหาอาณาจักรไทยที่รวมพี่น้อง สายเลือดเดียวกันเข้าไว้ด้วยกันอีกครั้ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในสมัยจอมพลป. พิบูลย์สงคราม กองทัพพายับได้เข้ายึดครองและจัดตั้งเป็น สหรัฐไทยเดิมจริงลองนึกภาพดูนะครับเป็น ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ธงไตรรงค์โบก สะบัดเหนือหอคำเชียงตุงแม้จะอยู่ท่ามกลาง ความขัดสนของสงครามแต่พี่น้องชาวไทยใหญ่ ก็ยังอุ่นใจที่ได้อยู่ใต้การปกครองของ เครือญาติชาติพันธุ์เดียวกันมากกว่าคน ต่างภาษา คนเฒ่าคนแก่ในเชียงตุงบางคนยังจำความรู้ สึกตอนที่ทหารไทยแจกจ่ายอาหารและยารักษา โรคให้ได้มันคือช่วงเวลาที่ความฝันเรื่อง

รวมเลือดเนื้อเชื้อชาติไทยดูเหมือนจะเป็น ความจริงที่สุดแต่อนิจจักงงล้อแห่งอำนาจ โลกไม่ได้หมุนตามความฝันของเราเมื่อ ระเบิดปรมณูตกที่ฮิโรชิมาและนางอาสกิ ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามฝันหวานของสหรัฐไทย เดิมก็สลายไปในพริบตาพวกเราในฐานะประเทศ ไทยถูกบีบให้ต้องคืนดินแดนรัฉานแก่อังกฤษ เพื่อแลกกับการไม่ตกเป็นผู้แพ้สงครามและ เพื่อให้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ทหารไทยของเราจำต้องถอนกำลังกลับลงมาใต้ เส้นขนานที่แม่สายทิ้งให้พี่น้องไทยใหญ่ ยืนมองตามด้วยน้ำตาและความหนองหงอยพี่ ใหญ่ของเราถูกทิ้งไว้เบื้องหลังและคราว นี้พวกเขาไม่ได้แค่ต้องรับมือกับอังกฤษ

แต่ต้องเจอกับยักษ์หลับที่กำลังตื่นขึ้น ทางทิศตะวันตกนั่นคือพม่า จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่แท้จริงกำลัง จะมาถึงเมื่ออังกฤษประกาศจะให้เอกราชแก่ พม่า แล้วรัฉานล่ะพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน หลังสิ้นเสียงระเบิดเกิดในสงครามโลกครั้ง ที่ 2 บรรยากาศที่ชายแดนแม่สายและท่าขี้ เหล็กเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ ภาพทหารไทยที่เคยเดินปะปนกับชาวบ้านใน เชียงตุงกลายเป็นภาพการถอนกำลังกลับเข้า สู่เขตแดนเดิม วินาทีที่ธงไตรงค์ถูกเชิญลงจากยอดเสาใน รัชฉานปี 1945 มันไม่ใช่แค่การคืนดินแดนครับแต่มันคือ การตัดขาดความฝันของคนหลายล้าน ผมเคยเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในแม่สายเล่า ให้ฟังว่าในตอนนั้นมีพี่น้องชาวไทยใหญ่

จำนวนมากวิ่งตามขบวนรถทหารไทยของเรามาจน ถึงสะพานข้ามน้ำสายพวกเขาร้องไห้และถาม พวกเราว่าจะทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่จริงๆหรือ ความรู้สึกถูกทิ้งนี่เองครับที่ยังคงตก ค้างอยู่ในใจของพี่น้องแรงงานชาวไทยใหญ่ หลายคนจนถึงทุกวันนี้ พวกเขามาทำงานในเมืองไทยไม่ใช่แค่เรื่อง ค่าแรงเท่านั้นแต่มันคือสัญชาตญาณของการ โหยหาที่ปลอดภัยในอ้อมกอดของพี่น้องที่ พวกเขาเคยเชื่อว่าเป็นบ้านเดียวกันเมื่อ อังกฤษกลับเข้ามาปกครองรัฉานอีกครั้งแต่ มันไม่ใช่จักรวรรดิที่เข้มแข็งเหมือนเดิม อีกต่อไปอังกฤษเหนื่อยล้าจากสงครามและ พร้อมจะสละอาณานิคมและนั่นคือจุดเริ่มต้น

ของทางแยกที่เดิมพันด้วยชีวิตรัฉานมีทาง เลือก 2 ทางในตอนนั้นประกาศเอกราชเป็น รัชฉานของตัวเองไปเลยดีหรือจะยอมจับมือ กับพม่าเพื่อรวมตัวกันไปขอเอกราชจาก อังกฤษเหล่าเจ้าฟ้าไทยใหญ่ต้องเผชิญกับคำ ถามที่ยากที่สุดในชีวิตพวกเขาจะไว้ใจใคร ได้บ้างในเมื่อน้องเล็กอย่างพวกเราก็ช่วย อะไรไม่ได้แล้วและคนแปลกหน้าอย่างอังกฤษ ก็กำลังจะจากไปในท่ามกลางความสับสนนั้น เองบุรุษผู้เป็นตำนานของพม่าอย่างนายพล อองซาน ก็ได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับคำมั่นสัญญาที่ ฟังดูสวยหรูราวกับสวรรค์คำสัญญานั้นคือ อะไรและทำไมมันถึงกลายเป็นยาพิษที่เคลือบ น้ำตาลวันที่ 12 กุมภาพันธ์ปี 1947 ณ เมืองปางหลวงนี่คือวันที่ควรจะเป็นวัน

เริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่สวยงามที่สุด ของภูมิภาคนี้ครับภาพที่ปรากฏคือนายพล อองซานวีรบุรุษของพม่ายืนเคียงข้างกับ เหล่าเจ้าฟ้าไทยใหญ่และผู้นำชาติพันธุ์ อื่นๆพวกเขาร่วมกันลงนามในเอกสารฉบับ หนึ่งที่ชื่อว่าสัญญาปางหลวงเนื้อหาใน กระดาษเช่นนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังครับ คือเราจะรวมตัวกันเป็นสาภาพพม่าเพื่อไปขอ เอกราชจากอังกฤษร่วมกันโดยที่ทุกชาติจะมี สิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกประการแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดชนิดที่ต้องขีดเส้นใต้ 2 เส้นซึ่งเป็นเหตุผลที่พี่น้องท้องไทย ใหญ่ยอมตกลงในวันนั้นคือข้อตกลงที่ว่านี่ เป็นสาระสำคัญในหมวดที่ 10 ของรัฐธรรมนูญ

พม่า 1947 แต่เงื่อนไขจริงๆระบุว่าต้องมี การทำประชามติด้วยไม่ใช่ให้แยกได้ทันที โดยพลการ แต่โดยหลักการคือมีสิทธิ์แยกตัวถูกเรา เชื่อครับว่าหากคุณลองไปถามพี่น้องแรงงาน ชาวไทยใหญ่ที่เดินอยู่ในสวนจตุจักรหรือทำ งานอยู่ในโรงงานที่สมุทรสาครดูเถอะครับ แม้พวกเขาจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่เกือบทุก คนรู้จักคำว่าปางหลวง เพราะมันคือสัญญาใจที่บรรพบุรุษของเขาฝาก ไว้แต่มันกลับถูกฉีกทิ้งโดยที่พวกเขาไม่ มีโอกาสได้คัดค้านในวันนั้นทุกคนในรัฉาน ต่างโห่ร้องดีใจพวกเขาเชื่อเชื่อว่าอีก เพียง 10 ปีข้างหน้าบ้านของพวกเขาจะกลับ มาสงบสุขและรุ่งเรืองเหมือนวันวานนายพล อองซานให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่าถ้า

พม่าได้ 1 บาทพี่น้องไทยใหญ่ก็ต้องได้ 1 บาทเท่ากันแต่โศกนาฏกรรมของโลกมักจะเล่น ตลกกับความหวังของเราเสมอเพราะหลังจากลง นามเพียงไม่กี่เดือนก่อนที่เอกราชจะมาถึง จริงๆเสียงปืนนัดหนึก็ดังขึ้นในย่างกุ้ง และกระสุนนันั้นไม่ได้สังหารแค่คนเดียว แต่มันสังหารสัญญาปางหลวงและความฝันของ พี่น้องชาวไทยใหญ่ไปพร้อมๆกันด้วย เกิดอะไรขึ้นในวันนั้นแล้วมือมืดที่ลั่น ไกลคือใครกันแน่ เช้าวันที่ 19 กรกฎาคมปี 1947 บรรยากาศใน ย่างกุ้งร้อนระอุและเต็มไปด้วยความคาด หวังครับในห้องประชุมสภาบริหารในอาคาร รัฐมนตรีนายพลอองซานในวัยเพียง 32 ปี

กำลังนั่งประชุมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อวาง รากฐานสุดท้ายก่อนที่พม่าและรัฉานจะได้ รับเอกราชในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแต่ แล้วเสี่ยงรถยีบทหารก็เบรกดังสนั่นหน้า อาคารชายฉกรรในชุดเครื่องแบบทหารพร้อม อาวุธครบมือบุกจู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทีร่างของอองซานและ รัฐมนตรีตีอีกหลายท่านก็นอนจมกองเลือด ความฝันที่จะสร้างประเทศที่ทุกคนเท่า เทียมกันพังทลายลงพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย ของเขามือปืนคือใครแม้ประวัติศาสตร์จะ ระบุว่าเป็นฝีมือของคู่แข่งทางการเมือง อย่างอูซอแต่สำหรับพี่น้องชาวไทยใหญ่แล้ว คำถามที่สำคัญกว่าคือจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

จากนี้จนถึงทุกวันนี้หากคุณได้มีโอกาส เข้าไปในบ้านของพี่น้องชาวไทยใหญ่ใน จังหวัดเชียงใหม่หรือแม่ห้องสรบางบ้านยัง มีรูปถ่ายเก่าๆของนายพลองซานติดอยู่คู่ กับรูปเจ้าฟ้าของพวกเขาไม่ใช่เพราะพวกเขา ฝักใฝ่พม่าครับแต่เพราะภาพนั้นคือตัวแทน ของวันที่คำสัญญายังมีความหมายเมื่อ อองซานจากไปสัญญาปางหลวงก็เหมือนเรือที่ ขาดหางเสือรัฐบาลพม่าชุดใหม่นำโดยอูนุ เริ่มแสดงท่าทีที่ต่างออกไปพวกเขาไม่ได้ มองพี่น้องชาวไทยใหญ่เป็นพี่น้องอีกต่อไป แต่มองเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ต้องสยบยอม ภายใต้อำนาจศูนย์กลางที่ย่างกุ้งข้อตกลง ที่บอกว่า 10 ปีแยกได้เริ่มทำให้เป็น

เรื่องเพล้อฝันความเงียบนันปกคลุมไปทั่ว รัฉานเป็นความเงียบนันที่น่ากลัวครับ เพราะทุกคนรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา และคราวนี้มันจะไม่ใช่แค่การเจรจาบนโต๊ะ แต่มันคือการนองเลือดที่ยาวนานที่สุดใน โลก พม่าเริ่มผิดสัญญาอย่างไรแล้วทำไม 10 ปี ต่อมารัฉานถึงกลายเป็นนรกบนดิน เวลาคือเครื่องพิสูจน์ความจริงที่ซื่อ สัตย์ที่สุดครับปี 1958 ครบ 10 ปีพอดี หลังลงนามในสัญญาปางหลวงเหล่าเจ้าฟ้าและ ผู้นำชาวไทยใหญ่รวมตัวกันอีกครั้งคราวนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิ่งใหม่แต่เพื่อขอ ในสิ่งที่เป็นของพวกเขามาตั้งแต่ต้นนั่น คือสิทธิ์ที่จะแยกตัวเป็นเอกราชตามข้อ ตกลงแต่คำตอบที่ได้รับจากย่างกุ้งกลับไม่

ใช่การเจรจาครับแต่มันคือกำปั้นเหล็ก รัฐบาลพม่าในขณะนั้นเริ่มตระหนักว่าหาก ปล่อยให้รัฐฉานแยกตัวออกไปพวกเขาจะสูญ เสียทั้งทรัพยากรมหาศาลและชัยภูมิทาง ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พวกเขาเริ่มใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง ของชาติมาครอบนำความถูกต้องสัญญาที่เคย บอกว่าเท่าเทียมถูกทำให้เป็นเพียงกระดาษ ไร้ค่าที่ลงนามโดยคนที่ตายไปแล้ว ความรู้สึกถูกหักหลังในวันนั้นมันยังคง ส่งต่อมาถึงลูกหลานพี่น้องชาวไทยใหญ่ใน ปัจจุบันครับผมอยากให้คุณลองสังเกตแววตา ของพี่น้องไทยใหญ่ที่มาทำงานในไทยดูสิ ครับหลายคนมีความระแวงในอำนาจรัฐไม่ว่าจะ เป็นรัฐไหนก็ตามเพราะบรรพบุรุษของพวกเขา ถูกสอนด้วยบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดว่าคำ

สัญญาทางการเมืองนั้นเชื่อถือไม่ได้ในขณะ ที่เหล่าเจ้าฟ้าพยายามใช้สันติวิธีและการ ทูตกองทัพพม่าภายใต้การนำของนายพลเนวิน กลับเริ่มเคลื่อนกำลังเข้าสู่รัชฉานอย่าง ลับๆพวกเขาไม่ได้มาเพื่ออารักขาแต่มาื่อ เพื่อกลืนกินความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตาม ตะเข็บชายแดนรัฉานที่เคยสงบสุขเริ่มมี กลิ่นควันปืนและเป็นครั้งแรกที่พี่น้อง ชาวไทยใหญ่ตระหนักว่าหากไม่จับปืนขึ้นสู้ พวกเขาอาจจะไม่เหลือแม้แต่แผ่นดินจะ เหยียบแต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝัน ร้ายครับเพราะในขณะที่ภายในกำลังอลหมาน ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามเย็นและกองกำลัง ลึกลับจากจีน

ก็กำลังจะทำให้รัชฌานกลายเป็นนรกบนโลกที่ ซับซ้อนกว่าเดิมกองกำลังกู้ชาติกลุ่มแรก กำเนิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมอเมริกาถึง เข้ามาเกี่ยวในเรื่องนี้เราทุกคนคงเคยได้ ยินชื่อสามเหลี่ยมทองคำใช่มั้ยครับดินแดน รอยต่อไทยพม่าลาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ศูนย์กลางยาเสพติดของโลกแต่คุณรู้มั้ครับ ว่าจุดเริ่มต้นของมันไม่ได้มาจากความโลภ ของชาวบ้านแต่มันมาจากการเมืองระดับโลก ครับในช่วงทศวรรษ 1950 ขณะที่พี่น้องไทย ใหญ่กำลังรอคอยเอกราชสงครามกลางเมืองใน จีนก็สิ้นสุดลงกองพลของพรรคก๊กมินตังที่ พ่ายแพ้ต่อคอมมิวนิสต์ได้ถอยร่นเข้ามาปัก หลักในรัฐฉานและที่นี่เองครับที่ CIA ของ

สหรัฐอเมริกาก้าวเข้ามาพวกเขาแอบส่งอาวุธ และเสบียงให้ทหารจีนเหล่านี้เพื่อใช้รัฐ ฉานเป็นฐานทัพโจมตีจีนคอมมิวนิสต์หากคุณ เคยไปเที่ยวดอยแม่สลองที่จังหวัดเชียงราย แล้วเห็นหมู่บ้านชาวจีนที่ปลูกชาอย่างสงบ สวยงามนั่นแหละครับคือทายาทของทหารกลุ่ม นี้พวกเขาคือหลักฐานที่มีชีวิตว่าสงคราม ในวันนั้นทิ้งร่องรอยไว้บนแผ่นดินไทย อย่างไรแต่สำหรับรัฐฉานในตอนนั้นมันคือ นรกครับ >> กองทัพพม่าใช้ข้ออ้างเรื่องทหารต่างชาติ บุกรุกเคลื่อนพลขนานใหญ่เข้ารัฉานเพื่อ ปราบปรามตามทหารจีนแต่ความจริงคือพวกเขา ถือโอกาสนี้ทำลายอำนาจของเหล่าเจ้าฟ้าไทย

ใหญ่ไปพร้อมกันเลย เพื่อความอยู่รอดทหารก๊กมินตั๋งเริ่มหัน มาปลูกฝิ่นเพื่อแลกกับอาวุธรัฉานที่เคย รุ่งเรืองด้วยอัญญมณีและไม้สักจึงกลาย เป็นทุ่งฝิ่นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกโดย ที่พี่น้องชาวไทยใหญ่ไม่ได้เต็มใจเลยครับ พี่น้องชาวไทยใหญ่ตกอยู่กลางวงล้อมครับ ด้านหนึ่งคือทหารพม่าที่โหดร้ายอีกด้าน คือทหารจีนที่ครอบครองพื้นที่และอีกด้าน คือมหาอำนาจตะวันตกที่ใช้พวกเขาเป็นเบี้ย ในสงครามเย็น ความอดทนของพี่น้องชาวไต่มาถึงจุดสิ้นสุด ในเมื่อกฎหมายปกป้องพวกเขาไม่ได้ในเมื่อ คำสัญญาปางหลวงถูกเมินเฉย ปี 1958 กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่กลุ่มแรก จึงกำเนิดขึ้นในป่าลึกแต่สิ่งที่ไม่มีใคร

คาดคิดคือท่ามกลางเสียงปืนและการทรยศจอม เผด็จการคนหนึ่งกำลังจะก้าวขึ้นสู่อำนาจ และเขาจะทำให้รัฉานจมดิ่งสู่ความมืดมน กว่าครึ่งศตวรรษ เขาคือใครและทำไมการยึดอำนาจในปี ถึงเป็นจุดจบของเสรีภาพคนไทยใหญ่อย่าง สิ้นเชิง วันที่ 2 มีนาคมปี 1962 หากวันนั้นคือวันธรรมดาวันหนึ่งในที่ กำลังพัฒนาแต่สำหรับรัชฉานและพม่ามันคือ วันสิ้นโลกทางการเมืองครับกองทัพพม่าภาย ใต้การนำของนายพลเนวินตัดสินใจฉีกหน้า ประวัติศาสตร์ด้วยการทำรัฐประหาร รถถังบุกยึดสถานที่ราชการรัฐธรรมนูญฉบับ แรกถูกประกาศยกเลิกและที่เลวร้ายที่สุด คือสัญญาปางหลวงถูกทำให้เป็นขยะในพริบตา

เดียวคืนนั้นเหล่าเจ้าฟ้าและผู้นำชาวไทย ใหญ่ที่เคยเชื่อมั่นในกระบวนการรัฐสภาถูก บุกรวบตัวถึงที่พักหลายท่านหายสาบสูญและ หนึ่งในนั้นคือเจ้าซวยแต้หรือซาโชเวสไท เจ้าฟ้าแห่งเมืองหยองหวยและประธานาธิบดี คนแรกของสหภาพพม่าในคืนแห่งการรัฐประหาร อันโหดร้ายกองทหารได้บุกเข้าล้อมบ้านพัก ของเจ้าสวยแต้ประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพ พม่าเสียงปืนดังขึ้นและพาบชีวิตเจ้า มีมิไท้ลูกสาวคนสุดท้องของท่านวัยเพียง 17 ปีไปทันทีต่อหน้าต่อตาส่วนตัวเจ้าสวยแต้ แค่นั้นถูกจับกุมและต้องจบชีวิตลงอย่าง โดดเดี่ยวในคุกอินเส็งในอีก 8 เดือนต่อมา นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคทมิฬอย่างแท้จริง

ผมเชื่อครับว่าความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ ปี 1962 ยังคงฝังรากลึกอยู่ในใจพี่น้องชาวไทยใหญ่ รุ่นปู่ย่าตายายที่หนีมาอยู่ในไทยจนถึง วันนี้เมื่อคุณเห็นพี่น้องไทยใหญ่ในเมือง ไทยที่มีท่าทีตกใจง่ายหรือไม่กล้าสบตา เจ้าหน้าที่รัฐนั่นไม่ใช่เพราะเขาทำความ ผิดครับแต่มันคือบาดแผลทางจิตใจหรือ 3 มา จากการที่บ้านเกิดของเขาถูกปล้นสิทธิความ เป็นคนไปในชั่วข้ามคืนภายใต้การปกครองของ เนวิน รัฉานถูกปิดตายภาษาไทยใหญ่ถูกห้ามสอนใน โรงเรียนวัฒนธรรมที่งดงามถูกกดทับด้วย นโยบายพม่าเดี่ยวหรือเmส isation แผ่นดินที่เคยรุ่งโรจนด้วยอัญญมณีกลับ กลายเป็นดินแดนที่ผู้คนต้องหนีตายเข้าป่า

แต่ในหุบเขาอันลึกลับของรัฉานท่ามกลาง ควันปืนและความแค้นชายหนุ่มลูกครึ่งจีน ไทยใหญ่คนหนึ่งกำลังสร้างกองทัพของตัวเอง ขึ้นมากองทัพที่จะทำให้ชื่อของเขากลาย เป็นที่ยำเกรงของคนทั่วโลกในฐานะราชาแห่ง ขุนเขาเขามีชื่อว่าขุนสาหรือชื่อจริงจาง ซีฟู ชายผู้ที่นิตยสารเคยตั้งฉายาให้ว่าราชา แห่งฝิ่นและเป็นบุคคลที่ทางการสหรัฐ อเมริกาตั้งค่าหัวไว้สูงถึง 2 ล้าน ดอลลาร์ ในสายตาคนไทยและคนโลกขุนส่าคือพ่อค้ายา เสพติดรายใหญ่ที่สุดที่ครอบครองดินแดนสาม เหลี่ยมทองคำคือผู้อยู่เบื้องหลังเฮโรอีน ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในยุค 70 และ 80 แต่คุณรู้มั้ครับว่าในหัวใจของพี่น้องชาว

ไทยใหญ่จำนวนมากขุนศากกลับมีสถานะที่ต่าง ออกไปอย่างสิ้นเชิงเขาสร้างกองทัพที่แข็ง แกร่งที่สุดในชื่อกองทัพเมืองไตซึ่งมี ทหารนับหมื่นนายมีอาวุธทันสมัยและที่ สำคัญที่สุดเขาสร้างเมืองครับหน้าทานที่ มั่นโฮมเมืองเขาเนรมิตโรงเรียนโรงพยาบาล ไฟฟ้าและถนนหนทางที่รัฐบาลพม่าไม่เคยหยิบ ยื่นให้พี่น้องชาวไตเลยขุนส่าเคยกล่าว ประโยคที่สะเทือนใจว่าเราต้องขายฝิ่น เพื่อหาเงินมาซื้อปืนและใช้ปืนนั้นเพื่อ กู้เอกราชให้แผ่นดินเกิดจนถึงทุกวันนี้ หากคุณขึ้นไปที่บ้านหินแตกหรือบ้านเถิด ไทยจังหวัดเชียงรายคุณยังสามารถเห็นร่อง รอยค่ายพักและพิพิธภัณฑ์ของคุณสาได้ครับ

แม้ฐานที่มั่นในไทยจะถูกตีแตกในปี 1900 2 แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้น ในปี 1996 เมื่อขุนศาสตร์ตัดสินใจวางอาวุธและมอบตัว แก่รัฐบาลพม่าปิดฉากตำนานราชายาเสพติดแต่ ทิ้งให้ลูกน้องและอุดมการณ์กู้ชาติที่แตก กระสายเป็นกลุ่มกองกำลังย่อยที่ยังคงสู้ รบมาจนถึงทุกวันนี้พี่น้องชาวไทยใหญ่ที่ ทำงานในไทยยังคงจดจำยุคของขุนสาในฐานะที่ พวกเขาเคยมีตัวตนและมีความหวังที่จะได้ กลับบ้านอย่างมีเกียรติครับแต่เหรียญมี 2 ด้านเสมอธุรกิจสีดำของขุนสานำมาซึ่งความ ปายและคราบน้ำตาของผู้คนทั่วโลกและในที่ สุดเมื่ออำนาจถึงจุดสูงสุดความแตกแยกภาย

ในก็เริ่มทำลายเขา ควรแก้เป็นการกวาดล้างอย่างหนักในช่วงปี 1992 – 1995 5 บีบให้ขุนสาต้องวางอาวุธและ แม้เขาจะยอมแพ้ไปแล้วแต่สันติภาพก็ไม่ เกิดขึ้นเพราะกลุ่มที่ไม่ยอมจำนนเช่นเจ้า ปิญโญได้แยกตัวออกไปสู้ต่อทำให้สงครามและ การอพยพยังคงดำเนินต่อไปกองทัพพม่าใช้ ยุทธวิธีที่โหดร้ายมากขึ้นทุกทีแม้แต่ ยุทธการ 4 ตัดที่เคยใช้มาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ศิษย์ก็ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นที่ สุดในช่วงนี้หมู่บ้านนับพันถูกเผาพวกเขา ยอมทิ้งทุกอย่างทิ้งบ้านเกิดทิ้งผืนดิน ที่บรรพบุรุษเคยครอบครองเพื่อเดินเท้า ข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่ามุ่งหน้าสู่ชาย แดนไทยนี่คือเหตุผลว่าทำไมวันนี้เราถึงพบ

เจอพี่น้องชาวไทยใหญ่กระจายอยู่ทั่ว ประเทศไทยครับตั้งแต่สายงานก่อสร้างใน กรุงเทพมหานคร ไร่ส้มในฝางไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ สมุทรสาคร พวกเขาไม่ได้หนีมาเพื่อแย่งงานของพวกเรา คนไทยครับแต่พวกเขาหนีมาเพื่อรักษาชีวิต ในช่วงแรกพวกเขาต้องอยู่อย่างลบซ่อนๆทำ งานที่คนอื่นไม่อยากทำที่หนักที่สกปรกและ ที่เสี่ยงอันตรายแต่ด้วยความอดทนและสาย เลือดของนักสู้ พวกเขาค่อยๆกลายเป็นฟันเฟือนที่มองไม่ เห็นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมานานหลาย สิบปีลองมองไปที่พนักงานเสิร์ฟที่ขยันที่ สุดในร้านหรือช่างก่อสร้างที่ทำงานกลาง แดดจ้าสิครับภายใต้รอยยิ้มและการทำงาน

หนักนั้นพวกเขามีบาดแผลจากสงครามที่โลก หลงลืมติดตัวมาด้วย การได้มาอยู่ในเมืองไทยสำหรับพวกเขาคือ สวรรค์ที่มีอยู่จริงแม้จะไม่มีสัญชาติ แม้จะถูกกดขี่ในบางครั้งแต่ที่นี่ไม่มี เสียงระเบิดและไม่มีใครมาพรากครอบครัวของ เขาไปกลางดึกแต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ปี 2021 เหตุการณ์ไม่คาดฝันในพม่าก็เกิด ขึ้นอีกครั้งรัฐประหารครั้งล่าสุดได้ กระชากบาดแผลเก่าให้ฉีกขาดออกมาสถานการณ์ ในรัฐฉานตอนนี้เป็นอย่างไรและคลื่นผู้ อพยพรุ่นใหม่กำลังส่งสัญญาณอะไรถึงประเทศ ไทย 1 กุมภาพันธ์ปี 2021 ในขณะที่คนไทยและคน ทั้งโลกกำลังต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19แต่ ที่พม่าเข็มนาฬิกาแห่งโศกนาฏกรรมกลับหมุน

ย้อนไปจุดมืดมิดที่สุดอีกครั้งครับการ รัฐประหารโดยกองทัพพม่าหรือ Sc ไม่ได้ สั่นสะเทือนแค่ในย่างกุ้งหรือมันดาเลแต่ มันคือการสาดน้ำมันเข้ากองไฟในรัฐฉานที่ คุกกรุ่นอยู่แล้วสัญญาปางหลวงที่เคยเป็น แค่กระดาษเก่าถูกนำกลับมาพูดถึงกันอีก ครั้งในฐานะอาวุธทางความคิดกองกำลังกู้ ชาติกลุ่มต่างๆเริ่มเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ บรรยากาศของสงครามกลางเมืองที่รุนแรงที่ สุดในรอบหลายสิบปีแผ่ซ่านไปทั่วขุนเขาแต่ สิ่งที่ต่างออกไปในครั้งนี้คือคลื่นผู้ อพยพครับหากรุ่นปู่ย่าหนีมาทำไล่รุ่นพ่อ หนีมาทำงานก่อสร้างรุ่นลูกหลานที่หนีมา หลังปี 2021 คือรุ่นใหม่ครับหลายคนเป็น

นักศึกษาเป็นครูเป็นหมอหรือเป็นคนรุ่น เจนซีที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่พวกเขา ไม่ได้หนีมาแค่หางานทำแต่พวกเขาหนีมา เพื่อรักษาเสรีภาพและความฝันที่ถูกปืน เจาะหัวอยู่ที่บ้านเกิดคุณอาจจะเห็นพวก เขาในคาเฟ่เก๋ๆในเชียงใหม่หรือทำงานใน บริษัทกราฟฟิกในกรุงเทพมหานคร พวกเขาพยายามกลมกลืนไปกับสังคมไทยแต่ในใจ ของพวกเขาทุกคนกำลังเฝ้ามุมแดนด้วยความ หวังว่าสักวันหนึ่งบ้านจะปลอดภัยเพราะให้ พวกเขากลับไปพวกเราในฐานะประเทศไทยเองก็ ตกอยู่ในที่นั่งลำบากครับระหว่างความมั่น คงชายแดนและมนุษยธรรมต่อพี่น้องเราควรจะ ยืนอยู่ตรงไหนสถานการณ์ในรัฐฉานตอนนี้ไม่

ใช่แค่เรื่องของคลื่นบ้านอีกต่อไปแล้วแต่ มันคือเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ กระทบถึงปากท้องของคนไทยโดยตรงรอยร้าวที่ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1947 กำลังจะถูกประสาน หรือจะยิ่งแตกสลายไปมากกว่าเดิมในบทสรุป สุดท้ายผมอยากชวนให้เราทุกคนในฐานะคนไทย หรือไทยน้อยได้ลองมองพี่น้องไทยใหญ่ของ เราด้วยสายตาแบบไหนและมีสิ่งใดที่เรา สามารถทำได้เพื่อเปลี่ยนตอนจบของ โศกนาตกรรมนี้สุดท้ายแล้วครับ ประวัติศาสตร์รัฉานอาจจะฟังดูเหมือน เรื่องไกลตัวสำหรับเราหรือเป็นเพียงหน้า นึงในตำราที่เต็มไปด้วยหยดน้ำตาและควัน ปืนแต่ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้

คือพี่น้องชาวไทยใหญ่หลายล้านคนที่ใช้ ชีวิตอยู่ร่วมกับเราบนแผ่นดินไทยพวกเขา ไม่ใช่แค่แรงงานแต่พวกเขาคือส่วนหนึ่งของ สังคมเรามานานแล้วครับหากย้อนกลับไปในปี 1947 ถ้ากระสุนนัดนั้นไม่สังหารในพล อองซานหรือถ้าสัญญาปางหลวงถูกปฏิบัติ อย่างซื่อสัตย์วันนี้เราอาจจะเห็นรัฐฉาน เป็นเพื่อนบ้านที่รุ่งเรืองและแข็งแกร่ง เคียงข้างประเทศไทยไปแล้วแต่ในเมื่อ ประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้สิ่ง ที่เราทำได้ในฐานะไทยน้อยคือการมอบความ เข้าใจและความเห็นใจให้กับพี่ใหญ่ของเรา ที่ยังคงต้องพลัดถิ่นพรหมแดนอาจจะขีดเส้น แบ่งแยกดินแดนออกจากกันได้แต่พรหมแดนไม่

เคยขีดเส้นแบ่งสายเลือดและวัฒนธรรมที่ไหล เวียนอยู่ในตัวเราได้เลยครับครั้งต่อไป เมื่อคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่น้องชาว ไทยใหญ่ไม่ว่าจะเป็นที่ไซส์งานก่อสร้างใน ร้านอาหารหรือในที่ทำงานลองยิ้มให้พวกเขา ด้วยความรู้สึกที่ต่างไปดูบ้างนะครับ เพราะภายใต้คำว่าคนต่างด้าวพวกเขาคือพี่ น้องที่พลัดพรากจากบ้านมาไกลที่สุดและ กำลังรอคอยวันที่แสงสว่างจะกลับคืนสู่รัฐ ฉานอีกครั้งแล้วคุณล่ะครับคุณมีความทรงจำ หรือเรื่องราวประทับใจเกี่ยวกับพี่น้อง ชาวไทยใหญ่ที่อยากจะแชร์ให้เราฟังไหมครับ หรือคุณคิดว่าพวกเราในประเทศไทยควรมีบท บาทอย่างไรต่อสถานการณ์ในรัฐฉานตอนนี้

คอมเมนต์บอกพวกเราได้ที่ด้านล่างนี้เลยนะ ครับหากคุณชอบสารคดีชุดนี้อย่าลืมกดไลกด Subscribe และแชร์เรื่องราวนี้ออกไป เพื่อให้เสียงของพี่น้องน้องชาวไทยของเรา ไม่ถูกลืมเลือนไปกับกาลเวลาครับสำหรับวัน นี้สวัสดี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *